คลินิกการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก
          การแพทย์แผนไทย หมายถึง ปรัชญาองค์ความรู้และวิธีการปฏิบัติเพื่อการดูแลสุขภาพเป็นการบำบัดรักษาโรคที่สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทย และวิถีชีวิตซึ่งประกอบด้วยการรักษาด้วยสมุนไพร หัตถบำบัด การรักษากระดูก กล้ามเนื้อแบบดั้งเดิม การดูแลสุขภาพแบบไทยและธรรมชาติ สถาบันกัลป์ยาณ์ราชนครินทร์ ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าของ "การแพทย์แผนไทย" จึงนำเข้ามาผสมผสานในระบบบริการเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการให้บริการคลายเครียด บำบัดรักษา ส่งเสริม ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับ ผู้ป่วย ญาติ ประชาชนทั่วไป เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบุคลากรสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ที่มีความเครียด วิตกกังวล ปวดศีรษะ ไมเกรน นอนไม่หลับ ซึมเศร้า ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ฯลฯ โดยผสมผสานการตรวจวินิจฉัย ให้คำปรึกษาแนะนำ  การรักษาโรคแนวทางเลือกใหม่ด้วยภูมิปัญญาไทย ตามแนวเวชปฏิบัติด้านการนวดไทยมาตรฐานงานบริการการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ เพื่อสามารถคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย  อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

         การนวดรักษาเพื่อนำไปเบิกจะเป็นการนวดแบบราชสำนักคือการใชนวดมือในการนวดเพื่อรักษาและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และเส้นเอ็น

ประโยชน์ของการนวด  
         1. เพื่อการรักษาโรค เช่น ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อต่างๆ อัมพฤกษ์ อัมพาด กระดูกหลังทับเส้นประสาท ไหล่ติด นิ้วไกปืน กระดุ้นระบบประสาท
         2. ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
         3. ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ
         4. ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น


ประโยชน์ของการประคบสมุนไพร
         1.ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย
         2. ช่วยลดอาการบวม อักเสบของกล้ามเนื้อข้อต่อหลัง 24 - 48 ชั่วโมง
         3.ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
         4. ช่วยให้กล้ามเนื้อ พังผืด ยืดตัวออก
         5. ลดอาการขัดข้องของข้อต่อ
         6. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
         7. ลดอาการปวด

   
 

ข้อควรระวังและข้อห้ามในการนวด
         1. ไม่ควรนวด  หลังผู้รับบริการนวดรับประทานอาหาร อิ่มใหม่ ๆ  ไม่เกิน  ๓๐  นาที
         2. คนสูงอายุที่ดูจากบุคคลิกแล้ว ไม่น่าจะทนการกดได้
         3. คนที่มีเชื้อรา เพราะยิ่งนวด จะยิ่งปวด แต่ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่มาก ไม่ถึงกับเป็นอันตราย เพียงแต่ว่า เมื่อจัดให้แล้ว เขาจะไม่ได้รู้สึกดีขึ้น อาจจะเจ็บ ๆ มากขึ้น
         3. คนที่เพิ่งผ่าตัดมา แผลยังไม่หายสนิท บริเวณใส่เหล็ก ข้อเทียม ปลูกถ่ายผิวหนัง ศัลยกรรมตกแต่ง
         4. คนที่เราพบว่ามีพยาธิและเม็ดเลือดน้อยกว่า 2 ลิตร กดตรงไหนก็เจ็บตรงนั้นเพราะเลือดน้อย ข้อนี้ก็ไม่อันตรายมาก เพียงแต่เขาจะรู้สึกเจ็บมากกว่าคนที่เม็ดเลือดเต็มและกรณีมีความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือดอยู่ระหว่างการได้รับยาละลายลิ่มเลือด
         5. ไม่ควรนวดหลังเกิดอุบัติเหตุใหม่ๆ การฉีกขาดของกล้ามเนื้อ มีอาการอักเสบ บวมแดง เมื่อถูกบีบนวดก็จะทำให้เลือดออกมามากขึ้นอักเสบแรงขึ้นจึงไม่ควรนวดทันที และไม่ควรนวดผู้ที่มีอาการอักเสบติดเชื้อ  คือ มีไข้ มากกว่า ๓๘ องศาเซลเซียส ปวด บวม แดง ร้อน
         6. ห้ามนวด คนเมา คนเจ็บป่วยหลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง เพราะเลือดที่เสีย ที่ติดเชื้อจะแพร่ลามได้ ห้ามนวดที่ปวดบวม แผลสด แผลเปิด ห้ามนวดที่ข้อที่กระดูก ข้อพับต่างๆ ห้ามนวดที่ต่อมน้ำเหลือง ห้ามนวดคนมีไข้มากกว่า 38°เป็นต้น
         7. ขณะมีประจำเดือน
         8. กรณีกระดูกแตก หัก ปริ ร้าว ข้อเคลื่อน กระดูกพรุนรุนแรง ห้ามนวด
         9. กรณีโรคติดต่อ แพร่เชื้อ ห้ามนวด
        10. ระวังในกรณีเด็ก หญิงมีครรภ์ และกรณีผู้สูงอายุ

   
 

โรคหรืออาการที่ห้ามนวด
         1. กรณีมีไข้สูงเกินกว่า  ๓๘.๕  องศาเซลเซียส โรคติดเชื้อเฉียบพลัน เช่น ไข้พิษ ไข้กาฬ อีสุกอีใส  งูสวัส 
         2. กรณีเป็นโรคผิวหนัง มีแผลเปิด แผลติดเชื้อ แผลเรื้อรัง ฝีหนอง ห้ามนวดบริเวณ  ที่เป็น
         3. กรณีโรคติดต่อ เช่น วัณโรคปอดในระยะแพร่เชื้อ 
         4. กรณีหลังผ่าตัดแล้วแผลยังไม่หายสนิท
         5. กรณีเป็นโรคมะเร็ง กรณีโรคเอดส์
         6. กรณี อักเสบจากการติดเชื้อห้ามนวดบริเวณติดเชื้อ
         7. กรณีกระดูกแตก หัก ปริ ร้าว ข้อเคลื่อน ห้ามนวดบริเวณที่เป็น
         8. กรณีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ที่ยังควบคุมอาการให้เป็นปกติไม่ได้
         9. กรณีโรคของหลอดเลือด  เช่น  หลอดเลือดแดงโป่ง หลอดเลือดอักเสบ หลอดเลือดแข็ง(Atherosclerosis) หลอดเลือดดำอักเสบห้ามนวดบริเวณที่เป็น
        10. กรณีกระดูกพรุนรุนแรง ห้ามนวด

คำแนะนำสำหรับผู้ถูกนวด
         1. งดอาหารแสลง เช่น อาหารมัน อาหารทอด หน่อไม้ ข้าวเหนียว เครื่องในสัตว์ เหล้า เบียร์ ของหมักดอง
         2. ห้ามสลัด บีบ ดัด ส่วนของร่างกายที่มีอาการเจ็บป่วย
         3. ทำกายบริหารเฉพาะโรค  หรืออาการ เพื่อช่วยเสริมการรักษา
         4. คำแนะนำอื่นๆ เช่น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ เป็นมูลเหตุให้เกิดโรค